การสร้างศรัทธา

 การสร้างศรัทธา 

اَلْحَمْدُ ِللهِ الَّذِيْ أَنَارَ لَنَا سُبُلَ الْحَيَاةِ وَشَرَعَ لَنَا دِيْنًا قَدِ ارْتَضَاهُ أَشْهَدُ أَن  لاَ إِلهَ إِلاَّ اللهُ وَحْدَهُ لاَ شَرِيْكَ لَهُ شَرَعَ  لِلنَّاسِ مَافِيْهِ صَلاَحُ حَالِهِمْ وَأَشْهَدُ أَنَّ  مُحَمَّدًا عَبْدُهُ وَرَسُوْلُهُ أَعْرَفُ النَّاسِ بِرَبِّهِ وَأَصْدَقُهُمْ تَمَسُّكًا بِتَعَالِيْمِهِ اَللّهُمَّ صَلِّ وَسَلِّمْ عَلَى سَيِّدِنَا مُحَمَّدٍ وَعَلَى آلِهِ وَصَحْبِهِ وَمَنْ تَيِعَ سُنَّتَهُ وَاهْتَدَى بِهَدْيِهِ إِلَى يَوْمِ الدِّيْنِ     

 

أَمَّابَعْدُ فَيَا أَيُّهَا النَّاسُ اتَّقُوْا اللهَ حَقَّ تُقَاتِهِ وَلاَ تَمُوْتُنَّ إِلاَّ وَأَنْتُمْ مُسْلِمُوْنَ 

        พี่น้องผู้ศรัทธาทั้งหลาย 

          “จงยำเกรงอัลลอฮฺและจงสร้างศรัทธาเถิด”

   ในสังคมมุสลิมไทยเรามีองค์กรที่รับผิดชอบสังคมแบ่งได้ ๓ ระดับ คือคณะกรรมการอิสลามประจำมัสยิดมีอิหม่ามเป็นประธาน  คณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดเลือกกรรมการด้วยกันเองหนึ่งคนเป็นประธาน และคณะ กรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยมีจุฬาราชมนตรีเป็นประธาน พระมหา กษัตริย์ของเราได้ตรัสเกี่ยวกับตำแหน่งอิหม่าม อันเป็นตำแหน่งขององค์กรอิสลามในระดับท้องถิ่นซึ่งปัจจุบันทั่วประเทศมีประมาณ ๓,๐๐๐ กว่ามัสยิด พระองค์ทรงตรัส เมื่อ ๒๕ กันยายน ๒๕๒๘ ดังต่อไปนี้

        “อิหม่ามนั้น ถึงแม้ทางราชการจะยกย่องว่า เป็นผู้นำทางศาสนาอิสลามในระดับท้องถิ่น แต่โดยฐานะหน้าที่อันแท้จริงดูเหมือนจะมีความสำคัญและมีเกียรติที่ยิ่งกว่านั้น โดยเหตุที่อิหม่ามเป็นบุคคลพิเศษ ผู้มีความรู้ ความฉลาด สามารถในคดีโลกคดีธรรมและทำหน้าที่เป็นครูบาอาจารย์ เป็นที่พึ่งที่ปรึกษา เป็นผู้สงเคราะห์อนุเคราะห์แก่อิสลามศาสนิกอย่างใกล้ชิด ทั้งในด้านศาสนา ศีลธรรม จริยธรรมและในด้านการดำเนินชีวิต”

  จากพระราชดำรัสนี้แสดงว่า พระมหากษัตริย์อันเป็นที่รักเคารพยิ่งของเรา ทรงพระปรีชาในองค์กรศาสนาอิสลามและทรงมีความเข้าใจในอำนาจหน้า ที่ของอิหม่ามเป็นอย่างดี

      ในคำสอนของศาสนาอิสลาม ความหมายของอิหม่ามคือผู้นำกลุ่มชนซึ่งทำหน้าที่สอนแนะนำและทำตัวเป็นแบบอย่างสำหรับกลุ่มชนนั้น ทั้งในด้านศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม และในด้านการดำเนินชีวิต ตามคำตรัสข้างต้น  ในอิสลามเรียกผู้นำทุกระดับว่า “อุลิลอัมริ” แปลว่าผู้มีอำนาจ

         ผู้มีอำนาจทุกระดับ จะใช้อำนาจได้เฉพาะเท่าที่กำหนดไว้ในศาสนาหรือกฎหมายเท่านั้น จะใช้อำนาจเกินไปจากนั้นไม่ได้ การใช้อำนาจเกินไปจากหน้าที่หรือตำแหน่งจะถือว่าผู้มีอำนาจได้ละเมิดขอบเขตของตนเอง ซึ่งไม่บังคับให้ต้องปฏิบัติตาม หากการใช้อำนาจตรงกับที่กำหนดไว้โดยศาสนาหรือกฎหมาย จำเป็นแก่ทุกคนที่อยู่ภายใต้อำนาจของผู้มีอำนาจดังกล่าวปฏิบัติตามอย่างมิอาจหลีกเลี่ยงหรือขัดขืนได้  ดังอัลกุรอานได้บัญญัติว่า

 ความว่า… “ บรรดาผู้ศรัทธาเอ๋ยจงปฏิบัติตามคำสั่งของอัลลอฮฺ และจงปฏิบัติตามคำสั่งของศาสดาและผู้มีอำนาจจากพวกเจ้า” (อันนิซ๊าอฺ  ๕๙)

 การปฏิบัติตามคำสั่งของอิหม่าม จึงต้องอยู่ในลักษณะเช่นที่บัญญัติใน อัลกุรอาน ถึงแม้งานในระดับท้องถิ่นในเขตอำนาจของอิหม่ามจะถูกกำหนดไว้โดยกฎหมายแต่โดยวัฒนธรรมสังคมจะให้ความเคารพเชื่อฟังอิหม่ามมากกว่าที่กำหนดไว้ในกฎหมาย ซึ่งส่วนเกินนั้นมิได้ออกไปจากจุดมุ่งหมายของกฎหมายแต่ประการใด หากอยู่ในขอบเขตที่พระมหากษัตริย์ได้ตรัสไว้ที่สรุปได้ใน ๔ ด้าน คือ ด้านศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม และด้านการดำเนินชีวิต

            จะเห็นว่า อำนาจของผู้มีอำนาจในองค์กรศาสนาอิสลามทุกระดับนั้น ล้วนเป็นอำนาจทาง ๔ ด้าน และอาจมีอำนาจทางกฎหมายอยู่บ้างก็ไม่ใช่อำนาจพิพากษาทางอาญาหรือแพ่ง เพราะอำนาจนั้นเป็นของผู้พิพากษามิใช่ผู้มีอำนาจในองค์กรศาสนาอิสลาม ผู้มีอำนาจตามตำแหน่งต่างๆทุกระดับในองค์กรศาสนาอิสลามสำหรับสังคมไทยเป็นอำนาจที่ได้มาโดยกฎหมาย จึงใช้บังคับได้เฉพาะเท่าที่กฎหมายบัญญัติไว้เท่านั้น หากใช้เกินกฎหมายบังคับก็ไม่มีผลให้ต้องปฏิบัติตามแต่ประการใด

 แม้ตำแหน่งต่างๆในองค์กรศาสนาอิสลามสำหรับประเทศไทยอำนาจจะมีเพียงจำกัดไม่กี่ประการ แต่ผู้ใช้อำนาจจะต้องใช้อำนาจอย่างยุติธรรมและมีคุณความดี จะใช้อำนาจอย่างอธรรมและความมุ่งร้ายไม่ได้ อัลกุรอานบัญญัติว่า

           ความว่า… “แท้จริงอัลลอฮฺบัญชาให้ยุติธรรมและสร้างคุณความดี…..” (อันนะหฺลิ  ๙๐)

 

أَعُوْذُ بِاللهِ مِنَ الشَّيْطَانِ الرَّجِيْمِ  مَنْ عَمِلَ صَالِحًا فَلِنَفْسِهِ وَمَنْ أَسَاءَ فَعَلَيْهَا  وَمَارَبُّكَ بِظَلاَّمٍ لِلْعَبِيْدِ بَارَكَ اللهُ لِيْ وَلَكُمْ وَلِسَائِرِ الْمُسْلِمِيْنَ  فَاسْتَغْفِرُوْهُ إِنَّهُ هُوَ الْغَفُوْرُ الرَّحِيْمُ 

  อิสลาม โดยทางภาษา คำว่า “อิสลาม” มาจากรากคำภาษาอาหรับว่า “สะลิมะ” ซึ่งแปลว่า “เขานอบน้อมยอมจำนน, เขาเข้าสู่สันติ, เขาปลอดภัย” ดังนั้น อิสลามจึงมีความหมายว่า “การเข้าสู่ความสงบหรือความสันติ” ซึ่งจะเป็นไปได้ก็โดย การยอมจำนน ต่อเจตนารมณ์ของอัลลอฮ ผู้ทรงเป็นพระเจ้าที่แท้จริงแต่เพียงพระองค์เดียว
อันที่จริงแล้ว อิสลามมีได้เป็นแค่เพียงศาสนาในความหมายที่คนทั่วๆ ไปเข้าใจกัน หากแต่อิสลามเป็นแนวทางการดำเนินชีวิตของมนุษย์ในทุกๆด้าน ซึ่งแนวทางนี้อัลลอฮทรงประทานมาให้แก่มนุษย์ โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อที่จะนำมนุษย์ไปสู่ความสันติในโลกนี้และได้รับ ความรอดพ้นในโลกหน้า แนวทางที่ว่านี้เราจะได้ พบจากคัมภีร์อัลกุรอานซึ่งเป็นวจนะของอัลลอฮ์และจากคำสอนของศาสดามุฮัมมัด ในการประทานอิสลามมา ให้แก่มนุษย์นั้นอัลลอฮได้ทรงทยอยประทานผ่านศาสดาต่างๆ เป็นเวลาหลาย ยุคหลายสมัยจน กระทั่งมาสมบูรณ์ ในสมัยของท่านศาสดามุฮัมมัด และ ในการประทานอิสลามนี้ อัลลอฮ์มิได้ทรงบังคับให้มนุษย์ยอมรับ เพราะพระองค์ได้ทรงประทานสติปัญญา และเจตนารมณ์เสรีอันเป็น ของขวัญที่ยิ่งใหญ่ให้แก่มนุษย์แล้ว มนุษย์จึงมีสิทธิ์เสรี ในการคิดและตัดสินใจว่าจะยอมรับ หรือปฏิเสธ อิสลาม ใครก็ตามที่ยอมรับและปฏิบัติตามอิสลามก็ได้ชื่อว่าเป็น “มุสลิม” (ผู้นอบน้อมยอมจำนน) ส่วนใครที่ปฏิเสธอิสลามก็ได้ชื่อว่า “กาฟิร” (ผู้ปฏิเสธ)
หลักศรัทธาแห่งอิสลาม

หลักศรัทธาหรือหลักอิหม่าน หมายถึง หลักการที่มุสลิมทุกคนต้องยึดมั่นศรัทธาในจิตใจ ไม่อาจปฏิเสธหลักการข้อใดได้ หลักการดังกล่าวมีดังนี้

๑ การศรัทธาว่าอัลลอฮ์เป็นพระเจ้าซึ่งในการศรัทธาข้อนี้มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องทำความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในลักษณะของอัลลอฮ์ด้วย เช่น อัลลอฮ์นั้นมีองค์เดียว,
ทรงสร้าง, ไม่มีบุตร,ไม่มีการเกิดและการดับ อัลลอฮ์ทรงเห็น,ทรงได้ยินและทรงรอบรู้ในทุกสิ่ง อย่างไม่มีข้อจำกัดใดๆ เป็นต้น
๒ การศรัทธาในบรรดามลาอิกะฮ์ของอัลลอฮ์ ซึ่งในการศรัทธาดังกล่าวเราต้องทำความเข้าใจเช่นกันว่ามลาอิกะฮ์นั้นคือสิ่งถูกสร้างอย่างหนึ่งของอัลลอฮ์เพื่อการปฏิบัติตาม
คำสั่งใช้ของพระองค์ นอกจากนั้นเราพึงทราบลักษณะอื่นๆของมลาอิกะฮ์ด้วย เช่น มลาอิกะฮ์นั้นกำเนิดจากรัศมี, มลาอิกะฮ์ไม่ฝ่าฝืนคำสั่งใช้ของอัลลอฮ์ ,มลาอิกะฮ์นั้นไม่กินไม่ดื่ม เป็นต้น
๓ การศรัทธาในบรรดาคัมภีร์ของอัลลอฮ์ ในการศรัทธาในบรรดาคัมภีร์ของอัลลอฮ์นั้นเราพึงทราบด้วยว่านอกจากคัมภีร์อัลกุรอ่านที่อัลลอฮ์ได้มอบแก่นบีมุฮัมมัดเพื่อเป็น
ธรรมนูญชีวิตของมุสลิมทุกคนแล้ว เรายังมีคัมภีร์อื่นๆซึ่งอัลลอฮ์มอบแก่นบีท่านอื่นๆด้วย เช่น คัมภีร์เตารอตมอบแก่นบีมูซา,คัมภีร์อิลญีน มอบแก่นบีอีซา เป็นต้น
๔ การศรัทธาในบรรดารอซูลของอัลลอฮ์ การศรัทธาในรอซูลนั้นมีความจำเป็นเป็นอย่างยิ่งที่ต้องทำความเข้าใจให้ถูกต้องว่า รอซูลหมายถึงผู้รับสารหรือคำสั่งใช้ของอัลลอฮ์
มาเผยแผ่แก่คนทั่วไป ซึ่งมีจำนวนมากมายแต่มีเพียง ๒๕ ท่านเท่านั้นที่มุสลิมต้องทราบ ดังมีชื่อปรากฏอยู่ในอัลกุรอ่าน เช่น อดัม,นูอ์,อิบรอฮีม,มูซา,อีซา,มุฮัมมัด เป็นต้น และนอกจากนี้นบีมุฮัมมัดนั้นเป็นรอซูลท่านสุดท้ายจะไม่มีรอซูลภายหลังจากท่านอีก ส่วนลักษณะของรอซูลนั้นก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่จะมองข้ามไม่ได้เลย เช่น รอซูลเป็นผู้มีคุณธรรม,
ซื่อสัตย์,ฉลาดรอบรู้ เป็นต้น
๕ การศรัทธาในวันสิ้นโลก (อาคิเราะฮ์) และวันพิพากษา มุสลิมจะต้องมีความเชื่อว่าจะมีวันหนึ่งซึ่งอัลลอฮ์ทรงกำหนดให้เป็นวันแห่งการดับสูญของทุกสิ่ง และทุกชีวิตจะ
ถูกนำมารวมกัน ณ ที่แห่งหนึ่งเพื่อรับการตัดสินในทุกการงานที่เคยปฏิบัติไว้เมื่อยังมีชีวิตอยู่ในโลกนี้
๖ การศรัทธาในกฎกำหนดสภาวะการณ์ ว่ามาจากอัลลอฮ์ทั้งสิ้น นั่นคือศรัทธาว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นและดำเนินไปนั้นมาจากการกำหนด และอยู่ภายใต้การควบคุมของ
พระองค์ ในทางตรงกันข้ามหากพระองค์ไม่ประสงค์ในสิ่งใดหรือยับยั้งในสิ่งใด สิ่งนั้นก็จะไม่มีวันเกิดขึ้นเช่นกัน

view(4069)

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: