อิสลามกับการเข้าถึงหัวใจของศาสนาและความเข้าใจระหว่างศาสนา
บท ความนี้ต้องการที่จะนำเสนอและอธิบายถึงหลักการบางข้ออันเป็นหัวใจของศาสนา อิสลาม และแนวคิดอิสลามโดยสังเขปในการทำความเข้าใจระหว่างศาสนา โดยวางอยู่บนฐานการอ้างอิงข้อมูลจากแหล่งปฐมภูมินั่นคือมหาคัมภีร์อัลกุรอาน และรายงานวจนะของท่านศาสนทูตมุหัมมัด (ขอความจำเริญและความสันติจงมีแด่ท่าน) เพื่อให้ผู้อ่านได้เข้าใจอย่างถูกต้องต่อคำสอนอิสลามในประเด็นที่เกี่ยวข้อง นี้ โดยไม่ถูกบิดเบือนจากบุคคลอื่นที่ไม่ประสงค์ดี
(1) หัวใจของศาสนา
1.1 รู้จักตนเองด้วยการตอบคำถามแห่งชีวิต
มนุษย์ ทุกคนที่เกิดมามีชีวิตในโลกนี้ หากรู้จักใช้สติปัญญาใคร่ครวญแล้ว ล้วนมีคำถามแห่งชีวิตอยู่กันทุกคน คำถามที่หมายถึงคือการค้นหาว่าตนนั้นมาจากไหน? เกิดมาทำไม? กำลังจะดำเนินชีวิตไปไหน? และอะไรคือความหมายหรือเป้าประสงค์แห่งชีวิตที่แท้จริง?
การ ค้นหาคำตอบสำหรับคำถามพื้นฐานเหล่านี้ ในอีกแง่มุมหนึ่งก็คือ การพยายามเพื่อที่จะรู้จักตัวตนของมนุษย์ให้ดีที่สุดนั่นเอง เพื่อจะได้ดำเนินชีวิตให้สอดคล้องและถูกต้องตรงตามที่ได้รับจากคำตอบนั้น
ใน มุมมองของอิสลามนั้น ถือว่าคำถามเหล่านี้เป็นข้อซักถามที่กำเนิดมาพร้อมกับการเป็นมนุษย์(เรียก กันในศัพท์อิสลามว่า “ฟิฏเราะฮฺ” หรือกมลสันดานดั้งเดิมตั้งแต่กำเนิด) และอิสลามก็ได้เตรียมคำตอบอย่างชัดเจน ละเอียด ครอบคลุม และสมบูรณ์ที่สุดเพื่อมนุษย์ทั้งมวลจะได้ยึดเป็นแนวทางสำหรับการดำเนินชีวิต
อิส ลาม คือศาสนาที่เชื่อในสาสน์แห่งพระผู้เป็นเจ้า(ชาวมุสลิมเรียกว่า อัลลอฮฺ) หลักคำสอนและบทบัญญัติทุกประการในอิสลามล้วนได้รับมาจากวิวรณ์(วะหฺยู)แห่ง พระผู้เป็นเจ้า ผ่านศาสนทูตแห่งพระองค์ โดยมีมลาอิกะฮฺญิบรีล(ซึ่งอาจจะเรียกว่า เทวทูต) เป็นสื่อที่นำคำสอนต่างๆ จากพระผู้เป็นเจ้าให้แก่ท่านศาสนทูตอีกทอดหนึ่ง
ใน คำสอนแห่งพระผู้เป็นเจ้า พระองค์ได้เปิดเผยว่า เราทุกคนเป็นสิ่งที่พระองค์ให้บังเกิดขึ้น เพื่ออยู่ในฐานะบ่าวที่มีหน้าที่มอบที่สุดแห่งการเคารพภักดีแด่พระองค์เพียง ผู้เดียว
“และ ข้า(อัลลอฮฺ) มิได้ให้บังเกิดมวลญินและ มนุษย์มาเพื่อการใด เว้นแต่เพื่อให้พวกเขาอิบาดะฮฺ(ทำหน้าที่เป็นบ่าว)ต่อข้า” (อัลกุรอาน 51:56)
ไม่ ใช่สาระสำคัญสำหรับมนุษย์ที่ต้องรู้ว่า พระผู้เป็นเจ้ามีแรงจูงใจอันใดที่ทรงกำหนดให้มีสิ่งถูกสร้างทั้งหลาย รวมทั้งมนุษย์ด้วย เพราะพระองค์ไม่ได้เปิดเผยให้เราทราบ แต่สิ่งที่สำคัญคือ เมื่อเรากำเนิดมาเป็นมนุษย์แล้ว จำเป็นที่เราต้องปฏิบัติหน้าที่เยี่ยงผู้ถูกสร้างให้ดีที่สุด มิเช่นนั้นแล้วการมีชีวิตก็ไม่มีค่าใดๆ สำหรับเรา
“จง กล่าวเถิด(มุหัมมัด) แท้จริงการนมาซของฉัน การเชือดพลีของฉัน ชีวิตและความตายของฉัน ล้วนเพื่ออัลลอฮฺผู้เป็นเจ้าแห่งจักรวาลทั้งมวล ไม่มีการตั้งภาคีใดๆ ต่อพระองค์ และสิ่งนั้นคือสิ่งที่ฉันถูกบัญชา และฉันคือผู้แรกในบรรดาผู้มอบตน(เป็นมุสลิม)” (อัลกุรอาน 6:162-163)
การ มีชีวิตของมนุษย์ต้องอยู่ภายใต้กรอบวิถีที่พระผู้เป็นเจ้าบัญญัติไว้ เพราะพระองค์เป็นผู้ให้บังเกิด เป็นผู้ให้ชีวิต เป็นผู้ที่จะเอาชีวิตคืน พระองค์จึงเป็นผู้ที่รู้ดีที่สุดว่า อันใดคือวิถีที่เหมาะสมและคู่ควรแก่การดำเนินชีวิตของสิ่งที่พระองค์สร้าง ขึ้นมา
“และ นี่คือเส้นทางของข้าที่เที่ยงตรง ดังนั้นสูเจ้าจงตามมันเถิด และอย่าได้ตามเส้นทางอื่น เพราะมันจะทำให้สูเจ้าแตกออกไปจากเส้นทาง(อันเที่ยงตรง)นั้น” (อัลกุรอาน 6:153)
พระ ผู้เป็นเจ้าได้บอกให้เราทราบว่า มนุษย์ยังต้องเผชิญกับชีวิตนิรันดร์ในโลกหน้าหลังจากที่ได้สิ้นชีวิตในโลก นี้ไปแล้ว โลกหน้าคือโลกแห่งการตอบแทนจากสิ่งที่มนุษย์ได้ประพฤติปฏิบัติเอาไว้เมื่อ ครั้งยังมีชีวิต โลกแห่งความนิรันดร์เป็นสถานที่พำนักอันถาวร ในขณะที่โลกนี้เป็นเพียงโลกแห่งความชั่วคราวเท่านั้น การมีชีวิตในโลกนี้เป็นการเดินทางสู่โลกหน้านั่นเอง ดังนั้นจุดประสงค์อันยิ่งใหญ่ของมนุษย์จึงอยู่ในอีกโลกหนึ่งข้างหน้า กระนั้นโลกนี้ก็มีความสำคัญต่อมนุษย์ในฐานะที่เป็นแหล่งเตรียมสัมภาระเพื่อ การเดินทางอันนิรันดร์ ชีวิตโลกจึงเป็นแหล่งเพาะปลูกเพื่อเก็บเกี่ยวผลในอาคิเราะฮฺ(โลกหน้า)
“และจงไขว่คว้าหาอาคิเราะฮฺด้วยปัจจัยที่อัลลอฮฺประทานให้แก่เจ้า และอย่าได้ลืมส่วนของเจ้าบนโลกนี้” (อัลกุรอาน 28:77)
“และ ชีวิตโลกนี้มิได้เป็นสิ่งใด นอกเสียจากเพียงการรื่นเริงและการละเล่นเท่านั้น และแท้จริงแล้ว โลกหน้าต่างหากคือชีวิตอันสถาพร”(อัลกุรอาน 29:64)
การ ได้รู้จักตัวตนผ่านการตอบถามแห่งชีวิตเหล่านี้ทั้งหมด และการดำเนินชีวิตตามที่ได้รับรู้มา นั่นคือวิถีแห่งอิสลาม ที่จะก่อให้เกิดสันติสุขแก่ตัวมนุษย์ โดยเห็นได้ประจักษ์แจ้งตั้งแต่ยังมีชีวิตอยู่ในโลกนี้ และรวมถึงความคาดหวังอันเปี่ยมล้นถึงความสันติสุขในโลกหลังความตายอีกด้วย
“ผู้ ใดที่ปฏิบัติความดีทั้งผู้ชายหรือผู้หญิงโดยที่เขาเป็นผู้ศรัทธาแล้วไซร้ แน่แท้เราจะให้เขาได้รับซึ่งชีวิตที่ดี”(อัลกุรอาน 16:97)
1.2 อิสลามคือระบอบแห่งการดำเนินชีวิต
ถ้า หากศาสนาหมายถึงความเชื่อ พิธีกรรมหรือวิธีปฏิบัติจำเพาะบางประการแล้ว อิสลามย่อมเป็นมากกว่าศาสนา เพราะพระผู้เป็นเจ้าได้ประทานบัญญัติต่างๆ มากมายที่ครอบคลุมวิถีแห่งการดำเนินชีวิตของมนุษย์ในทุกๆ ด้านทั้งหมด คำสอนของอิสลามเข้าถึงทุกกระบวนการและกิจกรรมแห่งชีวิต อันหมายรวมถึงความเชื่อ จิตวิญญาณ ร่างกาย การปฏิบัติศาสนกิจ พิธีกรรม การอบรม ครอบครัว เรื่องส่วนตัว สังคม บ้านเมือง โลก สรรพสิ่งทั้งหมด ทรัพยากรธรรมชาติ ความรู้ วิทยาการ ศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณี ประวัติศาสตร์ อนาคต การเมือง การบริหารจัดการ การปกครอง การเชื่อมสัมพันธ์ และยิ่งไปกว่านั้น อิสลามเข้าไปมีบทบาทและหยั่งลึกในความรู้สึกนึกคิด ความตั้งใจ และเจตนารมณ์ของมนุษย์อีกด้วย
ความ ละเอียดอ่อนในเรื่องคำสอนและบทบัญญัติของอิสลามเป็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์อย่าง ยิ่ง และเห็นประจักษ์ชัดในทุกอิริยาบถของผู้เป็นมุสลิม แม้แต่ในเรื่องการดื่มกิน การถ่าย การหลับนอน การชำระล้างร่างกาย การแต่งกาย การเชือดสัตว์ การทำอาหาร การซื้อขาย การแต่งงาน การหย่าร้าง การแสวงหาปัจจัยยังชีพ การคบค้าสมาคม และอื่นๆ
หรือแม้กระทั่งการตั้งเจตนาและการนึกคิด ล้วนแล้วต้องอยู่ในกรอบของคำสอนและบทบัญญัติอิสลามทั้งสิ้น
มีตัวอย่างจากวจนะของท่านศาสนทูตมุหัมมัด (ขอความจำเริญและความสันติจงมีแด่ท่าน) เช่น
-
“เด็กน้อยเอ๋ย จงกล่าวพระนามของอัลลอฮฺ จงกินด้วยมือขวา จงกินสิ่งที่อยู้ใกล้ตัวเจ้าก่อน” (รายงานโดยอัล-บุคอรีย์ และมุสลิม)
-
“แท้จริงการกระทำต่างๆ นั้นอยู่ที่การตั้งเจตนา และทุกๆ คนจะได้รับผลตามที่เขาเจตนา” (รายงานโดยอัล-บุคอรีย์ และมุสลิม)
-
ชาวยิวได้กล่าวแก่ท่านซัลมาน อัล-ฟาริซีย์ สาวกผู้หนึ่งของท่านศาสนทูต ว่า “แท้จริงนบีของพวกท่านได้สอนพวกท่านทุกอย่างแม้กระทั่งการขับถ่าย” ท่านซัลมานได้กล่าวตอบว่า “ใช่ แท้จริงท่านศาสนทูตได้ห้ามเรา ไม่ให้หันไปทางกิบลัต(ทิศที่มุสลิมใช้ผินหน้าในการละหมาด)เวลาที่เราจะถ่าย เบาหรือถ่ายหนัก ท่านได้ห้ามเราไม่ให้ชำระล้างจากการขับถ่ายด้วยมือขวา หรือล้างน้อยกว่าสามครั้ง และห้ามไม่ให้เราใช้มูลและกระดูกสัตว์ในการเช็ดถู” (รายงานโดย มุสลิม)